วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2546
ป.พ.พ. มาตรา 1520
             เมื่อโจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์แล้วได้เลี้ยงดูด้วยตนเองตลอดมา ต่อมา โจทก์ไม่อาจทนอยู่กับจำเลยที่บ้านจำเลยได้ ต้องกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ โจทก์ก็นำบุตรผู้เยาว์ไปเลี้ยงดูด้วย แม้บิดาจำเลยไปหลอกนำบุตรผู้เยาว์กลับมาที่บ้านจำเลย โจทก์เพียรพยายามขอพบบุตรผู้เยาว์ แต่ถูกกีดกันไม่ให้พบ โจทก์ยังคงห่วงใยและมีความรักบุตรผู้เยาว์แม้ถูกฝ่ายจำเลยพรากไป
             ทั้งโจทก์มีรายได้สามารถอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของจำเลย ส่วนจำเลยเมื่อบิดาจำเลยนำบุตรผู้เยาว์กลับมา จำเลยและบิดามารดาจำเลยไม่อาจเลี้ยงดูได้ เพราะต้องไปทำงานทุกคน ต้องให้ญาติฝ่ายบิดาจำเลยเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ตลอดมาจนถึงวัยเรียน และจำเลยมีรายได้น้อย ยังต้องพึ่งพาบิดามารดาจำเลยอยู่ ไม่อาจเลี้ยงดูบุตรภริยาได้ โจทก์จึงสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2546
ป.พ.พ. มาตรา 1520, 1521
             บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ไม่มีข้อความใดระบุให้จำเลยต้องนำบุตรทั้งสองมาอยู่บ้านของจำเลยที่จังหวัดสมุทรปราการ คงระบุเพียงว่าให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของจำเลยซึ่งเป็นบิดาเท่านั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) การที่จำเลยยังคงให้มารดาของตนเลี้ยงดูบุตรทั้งสองต่อมาภายหลังการหย่า โดยจำเลยไปเยี่ยมเยียนพร้อมทั้งส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ตลอดมา ย่อมเป็นการใช้อำนาจปกครองอันเหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการหย่า
             เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ต่อมา โจทก์หายจากโรคเครียดเป็นปกติ และทำงานเป็นเสมียนทนายความมีเงินเดือน ๆ ละ 12,000 บาท โจทก์ได้รับบุตรทั้งสองมาเลี้ยงดูตั้งแต่ปี 2540 จนถึงวันฟ้อง โดยให้บุตรทั้งสองศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยได้เคยไปเยี่ยมบุตรทั้งสองที่โรงเรียนด้วย หากจำเลยนำบุตรทั้งสองกลับไปให้มารดาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดนครสวรรค์ อีกครั้ง ก็อาจเป็นการกระทบกระเทือนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของบุตรทั้งสอง ซึ่งโจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูอย่างเป็นปกติสุขตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา
             เมื่อคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรทั้งสอง ประกอบกับพฤติการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวแล้ว จึงมีเหตุสมควรเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา มาเป็นโจทก์ซึ่งเป็นมารดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 โดยให้จำเลยมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามมาตรา 1584/1

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2544
ป.พ.พ. มาตรา 1522, 1566
             บันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนการหย่า มิได้กล่าวว่าให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย กรณีต้องถือว่าโจทก์จำเลยต่างเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันตามมาตรา 1566 วรรคหนึ่ง ส่วนมาตรา 1522 วรรคหนึ่ง นั้น มีความหมายเพียงว่า ในการหย่าโดยความยินยอม สามีและภริยาอาจตกลงกันในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด หากมิได้กำหนด ศาลก็ย่อมเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง
            เมื่อข้อความตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า ไม่ใช่ข้อตกลงเรื่องออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยออกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ และหลังจดทะเบียนหย่าในปี 2537 จำเลยมิได้ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ โจทก์จึงเรียกให้จำเลยรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่ปี 2537 จนถึงวันฟ้องได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563/2544
ป.พ.พ. มาตรา 1582, 1585, 1520
             ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ให้ตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ได้เฉพาะกรณีผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครอง การที่มารดาตาย ส่วนบิดายังมีชีวิตอยู่และมิได้ถูกถอนอำนาจปกครอง แม้บิดามารดาจะจดทะเบียนหย่าโดยตกลงให้มารดาเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว ก็เป็นเรื่องการตกลงตามมาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) เท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่บิดาถูกถอนอำนาจปกครองเพราะการจะถอนอำนาจปกครองจะต้องมีเหตุตามมาตรา 1582 และเป็นอำนาจของศาล ดังนั้น อำนาจปกครองจึงกลับมาอยู่แก่บิดาฝ่ายเดียวตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) เมื่อผู้เยาว์ยังมีบิดาซึ่งยังไม่ถูกถอนอำนาจปกครองจึงไม่อาจตั้งผู้ปกครองได้ ผู้ร้องซึ่งเป็นน้าผู้เยาว์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ปกครอง
            ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 ให้อำนาจศาลถอนอำนาจปกครองได้โดยลำพัง ไม่ต้องให้ผู้ใดร้องขอก็ได้ หากมีเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอำนาจปกครองของบิดาผู้เยาว์ แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า ที่บิดาของผู้เยาว์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ โดยให้อยู่ในความดูแลของผู้ร้อง ถือได้ว่า บิดาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและใช้อำนาจปกครองแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้ถอนอำนาจปกครองบิดาผู้เยาว์ และเมื่อผู้เยาว์ไม่มีผู้ใช้อำนาจปกครองเนื่องจากมารดาตายและบิดาถูกถอนอำนาจปกครอง ประกอบกับผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ร้องตลอดมา ทั้งบิดายินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้ปกครอง ศาลจึงตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อำนาจสอบสวนกรณีผู้เยาว์เป็นผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๓๐๐/๒๕๕๔
ป.อ.  ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส  (มาตรา ๒๙๗ , ๒๙๘)
ป.วิ.อ.  อำนาจฟ้อง  อำนาจสอบสวน    (มาตรา ๑๒๐ , ๑๒๑)
             ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัส เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง ที่บัญญัติห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ 
             เมื่อปรากฎว่านาย ต. ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายอายุ ๑๘ ปี และยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าว อันถือว่า เป็นการกล่าวโทษด้วย พนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง ย่อมมีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้อง 
            จึงไม่ต้องห้ามยื่นคำฟ้องต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ ทั้งนาย ต. ไม่ได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเอง หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่า นาย ต. เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายหรือไม่ พนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การให้ข่าวผู้ต้องหาหรือเด็กในคดีอาญา

               สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่ง ตร. ที่ ๐๐๑๑.๒๕/๔๙๗๖ ลง ๑๙ พ.ย.๒๕๔๖ กำชับการปฏิบัติเกี่ยวกับการนำเด็กมาให้ข่าว แถลงข่าว และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไว้โดยมีใจความดังนี้
               บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายหรือผู้กระทำความผิดตลอดจนเป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถนำบุคคลดังกล่าวไปให้ข่าว หรือแถลงข่าว ทางสื่อสารมวลชน หรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ๆ ซึ่งเป็นการห้ามโดยเด็ดขาด  แม้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจะใช้หมวกหรือผ้าคลุมหน้าไหมพรมปิดบังใบหน้าบุคคลนั้นเอาไว้เพื่อไม่ให้เห็นใบหน้า ในการแถลงข่าว หรือเผยแพร่สู่สาธารณชนทางสารสนเทศใด ๆ ก็มิอาจจะกระทำได้ทั้งสิ้น
              บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถนำไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยเด็ดขาด ยกเว้นมีกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน จำเป็นต้องจัดให้ผู้ต้องหานั้นนำชี้ที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจต้องไม่แจ้งหรือจัดให้สื่อมวลชนหรือสารสนเทศใดไปทำข่าว หากมีสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใดทราบและติดตามไปเอง พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งถึงข้อห้ามในการปฏิบัติ รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจเป็นการกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น
               รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๙
               พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖  มาตรา ๒๗ มาตรา ๗๙
               พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙
               พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๕๖
               พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๗๖ มาตรา ๑๓๐ มาตรา ๑๙๒
               ทั้งนี้ ข้อห้ามในเรื่องการนำผู้เกี่ยวข้องกับคดีอาญาไปให้ข่าวกับข้อห้ามการจัดให้ผู้ต้องหานำชี้ที่เกิดเหตุ ทั้งสองข้อนั้น เป็นการห้ามโดยเด็ดขาด รวมไปถึงกรณีที่ให้ผู้ต้องหานำไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพแล้วถูกผู้เสียหายหรือประชาชนเข้าไปทำร้ายหรือพยายามทำร้ายร่างกายผู้ต้องหา หรือมีการโต้เถียงกับญาติผู้เสียหาย หรือนำผู้ต้องหาไปขอขมาศพต่อญาติผู้เสียหายแล้วถูกญาติผู้เสียหายทำร้าย
               เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ตร. จึงได้มอบหมายให้กองสารนิเทศ (สท.) ดำเนินการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังผ่านทางสื่อสารมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทต่างๆ หากพบข้าราชการตำรวจฝ่าฝืน บกพร่อง หรือไม่ปฏิบัติตามข้อห้ามดังกล่าว ก็จะดำเนินการทางวินัยตำรวจต่อไป
               ต่อมา ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ ๘๕๕/๒๕๔๘ เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว  การแถลงข่าว  การให้สัมภาษณ์  การเผยแพร่ภาพ ต่อสื่อมวลชน  และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์  กำหนดให้ข้าราชการตำรวจ ห้ามจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าทำข่าว ขณะเมื่อมีการให้ผู้ต้องหานำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ  และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในลักษณะเป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา หรือบุคคลใด โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นผู้สัมภาษณ์เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้รูปคดีเสียหาย
              พนักงานสอบสวนไม่ควรให้ผู้ต้องหานำไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพว่า ผู้ต้องหากระทำผิดอย่างไร  เพราะการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพดังกล่าวมิใช่พยานหลักฐานที่จะนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหา เพื่อให้เห็นว่าผู้ต้องหากระทำผิดตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๖๒/๒๕๓๗  แต่ถ้าเป็นการนำชี้ประกอบคำรับอื่น เช่น นำชี้จุดที่ซ่อนทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการกระทำผิด สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ได้ใช้  หรือจะใช้ในการกระทำผิด  หรือสงสัยว่าจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐาน ให้ผู้ต้องหานำชี้ได้และป้องกันมิให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในที่นำชี้ ให้พึงระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ หรือกิริยาท่าทางที่เห็นว่าเป็นการข่มขู่ หรือการปฏิบัติที่ไม่สมควรแก่ผู้ต้องหา รวมทั้งการทำร้ายร่ายกายผู้ต้องหา
              ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ห้ามเจ้าพนักงานนำผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ  เพราะจะเป็นการประจานเด็ก  และอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก นอกจากนี้ห้ามนำผู้เสียหาย พยาน เข้าร่วมในการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหาเป็นอันขาด โดยเฉพาะผู้เสียหายที่เป็นเด็ก สตรี พระภิกษุสามเณร นักพรต นักบวช
               ห้ามนำหรือจัดให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยาน มาให้ข่าวแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนง  ยกเว้นกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ให้ขออนุญาตต่อผู้บัญชาการ
               ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ห้ามนำผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ พระภิกษุสามเณร  นักพรต  นักบวช  ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มาให้ข่าวแถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นอันขาด  รวมตลอดถึงการชี้ตัวผู้ต้องหาในลักษณะที่เป็นการเผชิญหน้าต่อสื่อมวลชนทุกแขนง
               ต่อมา  ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลง ๑ ก.ค.๒๕๕๖ ข้อ ๖.๑๐.๒ กำหนดให้ พนักงานสอบสวนไม่ควรให้ผู้ต้องหานำไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพว่าผู้ต้องหากระทำผิดอย่างไร แต่ถ้าเป็นการนำชี้ประกอบคำรับอื่น เช่น นำชี้จุดที่ซ่อนทรัพย์สิน ซึ่งได้มาจากการกระทำผิด สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ได้ใช้ หรือจะใช้ในการกระทำผิด หรือสงสัยว่าจะใช้ในการกระทำผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐาน อาจให้ผู้ต้องหานำชี้ก็ได้ และป้องกันมิให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในที่นำชี้ และให้พึงระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ หรือกิริยาทางท่าทางที่เห็นว่าเป็นการข่มขู่หรือการปฏิบัติการที่ไม่สมควรแก่ผู้ต้องหา
             ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ห้ามมิให้ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเพราะจะเป็นการประจานเด็ก และอาจเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก รวมทั้งห้ามมิให้นำผู้ต้องหาไปขอขมาศพหรือบิดา มารดา สามี ภรรยา ญาติ มิตรสหายหรือผู้ปกครองของผู้ตาย นอกจากนี้ ห้ามนำผู้เสียหาย พยาน เข้าร่วมในการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหาเป็นอันขาด โดยเฉพาะผู้เสียหายที่เป็นเด็ก สตรี พระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การเปรียบเทียบปรับเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี

           พนักงานสอบสวนไม่สามารถรับชำระค่าปรับในคดีมีอัตราโทษปรับสถานเดียว กรณีเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีกระทำผิดและยินยอมเสียค่าปรับได้
           ไม่ว่าจะเป็นการปรับในอัตราอย่างสูงตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๓๗ (๑) หรือจะทำการเปรียบเทียบตาม (๒) (๓) และ (๔) ก็ไม่ได้เช่นกัน

           กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
            ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

           มาตรา ๓๗  คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้
           (๑)  ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำผิดยินยอมเสียค่าปรับ ในอัตราโทษอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ก่อนศาลพิจารณา
           (๒)  ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว
           (๓)  ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการแทนในตำแหน่งนั้นๆ ได้เปรียบเทียบแล้ว
           (๔) ในคดีเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว

           มาตรา ๓๘  ความผิดตามอนุมาตรา (๒) (๓) และ (๔) ถ้าเจ้าพนักงานดังกล่าวในมาตรา ๓๗ เห็นว่า ผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก ให้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับดังนี้
           (๑) ให้กำหนดค่าปรับซึ่งผู้ต้องหาจะพึงชำระ ถ้าผู้ต้องหาและผู้เสียหายยินยอมตามนั้น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้ ภายในเวลาอันสมควร แต่ไม่เกินสิบห้าวัน คดีนั้นเป็นอันเสร็จเด็ดขาด
                  ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายในกำหนดเวลาในวรรคก่อนให้ดำเนินคดีต่อไป

            มาตรา ๓๙  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้
            (๑) โดยความตายของผู้กระทำผิด
            (๒) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
            (๓) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗
            (๔) เมื่อคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
            (๕) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
            (๖) เมื่อคดีขาดอายุความ
            (๗) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ

            ประมวลกฎหมายอาญา
           มาตรา ๗๓  เด็กอายุไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การดำเนินคดีเด็กอายุไม่เกินสิบปี

      พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓

              มาตรา ๗๗  ในระหว่างการสอบสวน  หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอายุของเด็ก ที่ถูกจับกุมหรือควบคุม ให้พนักงานสอบสวน มีอำนาจดำเนินการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  แต่หากปรากฏภายหลังว่า เด็กนั้นมีอายุไม่เกินสิบปีในขณะกระทำความผิด และเด็กอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจหรือองค์การอื่นใด ให้สถานพินิจหรือองค์การดังกล่าว รายงานให้ศาลทราบ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวเด็ก และดำเนินการต่อไปตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ โดยอนุโลม 
                หากปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า เด็กซึ่งถูกจับกุมหรือควบคุมนั้นในขณะกระทำความผิด อายุไม่เกินสิบปีบริบูรณ์ ให้ดำเนินการต่อไป ดังนี้ 
                (๑)  ให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว ให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่า เด็กนั้น ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ  ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ  พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าเด็กกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา  ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวนในระหว่างการสอบสวน 
                ให้พนักงานสอบสวนมอบตัวเด็กให้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลหรือองค์การ ซึ่งเด็กอาศัยอยู่ด้วย  ในกรณีที่เด็กไม่มีบิดา มารดา ผู้ปกครอง บุคคลหรือองค์การดังกล่าว ให้ส่งตัวเด็กไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก  ในโอกาสแรกที่กระทำได้ แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่เด็กนั้นมาถึงสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
                (๒)  ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่า  เด็กไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรือ  พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าเด็กกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา  ให้พนักงานสอบสวนแจ้ง  บิดามารดา ผู้ปกครองหรือองค์การซึ่งเด็กอาศัยอยู่ด้วย หรือ  พนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี  ทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ
                หากพนักงานอัยการเห็นว่า  เด็กนั้นได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา  ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก  ในโอกาสแรกที่กระทำได้แต่ต้องภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่รับทราบความเห็นของพนักงานอัยการ เพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
----------------------------------------------------------------------------------------------
บันทึกข้อความ

ส่วนราชการ    ตร.                                              โทร. ๐๒๒๐๕๓๔๘๖ โทรสาร ๐๒๒๕๑๒๖๖๒ 
ที่   ๐๐๑.๒๕/ ๓๓๙๔                                           วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓  
เรื่อง   กำชับการปฏิบัติหน้าที่กรณีการสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี (เพิ่มเติม)

ผบช.น. , ภ.๑ - ๙ , ศชต. , ก. , ปส.  และ สตม. 

              ตามหนังสือ ตร.ที่ ๐๐๑๑.๒๕/๖๘๗๗ ลง ๒๐ พ.ย.๒๕๕๒ แจ้งแนวทางปฏิบัติในการสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบปี ซึ่งตาม ป.อาญา มาตรา ๗๓ วรรคแรก บัญญัติว่า เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ 
              เนื่องจากมีหน่วยงานหารือแนวทางปฏิบัติตามหนังสือข้างต้น จึงเห็นว่า มีประเด็นที่ควรกำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและเกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้
              ๑. การสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี หากการสอบสวนพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าเด็กนั้นกระทำผิด พนักงานสอบสวนจะทำความเห็นทางคดีว่า ควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา โดยจะต้องปรับบทตาม ป.อ. มาตรา ๗๓ วรรคแรก หรือปรับบทตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๗) นั้น 
              เห็นว่า ตาม ป.อ. มาตรา ๗๓ วรรคแรก เป็นบทบัญญัติที่ไม่เอาโทษเด็กผู้กระทำผิดมาตั้งแต่ต้น มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นโทษ การปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องตรงตามหลักวิชาการ ต้องปรับบทตาม ป.อ. มาตรา ๗๓ วรรคแรก 
              ๒. กรณีตามระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ว่าด้วยวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่ต้องหาว่ากระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ.๒๕๕๑ ข้อ ๓ (๑) กำหนดให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นว่าเด็กได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ให้พิจารณาพยานหลักฐานไปตามหลักวิชาว่า พยานหลักฐานเชื่อว่าเด็กได้กระทำความผิดหรือไม่ มาตราใด ด้วยพยานหลักฐานใด ทั้งนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในอันที่จะได้รู้ถึงข้อเท็จจริงหรือสาเหตุของการกระทำ และจะได้กำหนดวิธีปฏิบัติในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กนั้นได้ถูกต้อง หาได้เป็นระเบียบที่บังคับหรือผูกพันให้ต้องทำความเห็นทางคดีเป็นอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในข้อ ๑ ไม่ พนักงานสอบสวนจึงชอบที่จะทำความเห็นทางคดีไปดังที่กล่าวไว้ในข้อ ๑    
             จึงแจ้งมาเพื่อทราบ และแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบ ถือปฏิบัติต่อไป 

                                                                           พล.ต.อ.ปานศิริ  ประภาวัต
                                                                             รอง ผบ.ตร.ปรท.ผบ.ตร.